เจาะเบื้องหลังการบริหารความเสี่ยงวัตถุดิบ Ford และ Stellantis ท่ามกลางสงครามการค้า
ในปัจจุบันนี้ ค่ายรถยนต์ระดับโลก ต้องรับมือกับวิกฤตที่ซับซ้อน ที่เกิดจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบหลัก การวางแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้น ถ้าลองนึกภาพการทำโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ราคาเหล็กที่เปลี่ยนไปทุกสัปดาห์ คือปัจจัยหลักที่จะตัดสินว่าบริษัทจะมีกำไรหรือขาดทุน
บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายหลัก ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ เผชิญกับแรงเสียดทานรอบด้าน จากการกดดันของนโยบายภาครัฐ การให้ความสำคัญกับแบตเตอรี่คุณภาพสูง สร้างภาระในการจัดซื้อโคบอลต์และแมงกานีส ซึ่งราคาในตลาดโลกเปลี่ยนไปตามสถานการณ์การเมือง
การดำเนินมาตรการจัดซื้อภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยความหวังที่จะลดความเสี่ยงจากสถานการณ์ต่างแดน แต่กลับสร้างความท้าทายใหม่ที่ยากจะรับมือ การแข่งขันแย่งชิงวัตถุดิบภายในประเทศทำให้ราคาพรีเมียมสูงขึ้นอย่างมาก
การพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบเฉพาะจุด อาจเกิดปัญหาหากมีมาตรการภาษีใหม่เกิดขึ้นภายในประเทศ ตามคำกล่าวที่ว่า "การหนีปัญหาจากระดับโลกมาเจอปัญหาในระดับท้องถิ่น"
ทิศทางราคาเหล็กในปี 2026 ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาษีนำเข้าตามมาตรา 232 ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ในอเมริกาต้องแบกรับต้นทุนที่แพงกว่าคู่แข่งข้ามชาติ
ผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อย่าง Nucor คาดการณ์ว่ายอดการส่งมอบจะเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการของแบรนด์ดังอย่าง Ford และ GM การขยายสายการผลิตรถกระบะและรถเอสยูวี ที่ทำให้ความต้องการวัสดุเพิ่มสูงขึ้น
การรักษากำไรสุทธิของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ ไม่ได้วัดกันที่จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม องค์กรที่ใช้ข้อมูลราคาอ้างอิงที่โปร่งใส จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในยุครถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง
สุดท้ายแล้ว การศึกษาความเคลื่อนไหวของตลาดวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด คือทางรอดเดียวในยุคที่ทุกอย่างรอบตัวมีความไม่แน่นอนสูง